แม้จะยังไม่หมดฤดูกาล แต่ข่าวคราวการย้ายทีมของนักเตะต่างๆ ก็มีมากมาย ให้อ่านกันไม่หวาดไม่ไหว และในรายของ โรบินโญ่ ก็เอากับเขาด้วยเช่นกัน เมื่อกองหน้าชาวบราซิเลียนของ เอซี มิลาน ออกมาเปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้ที่เขาอาจจะพิจารณาที่จะย้ายออกจากถิ่น ซาน ซิโร่ หลังจากจบฤดูกาลนี้ หลังจากได้รับความสนใจจากสโมสรดัง ฟลาเมงโก ทีมในบ้านเกิด

ดาวยิงหัวหอกรายนี้ ย้ายมาจาก “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัว 15 ล้านปอนด์ หรือคิดเป็นเงินไทย 750 ล้านบาท เมื่อปี 2010 โดย โรบินโญ่ ทำผลงานไป 22 ประตู จาก 77 เกม และก็มีความลือหนาหูมากว่า มีโอกาสสูงที่เขาจะย้ายทีม หลังจากสัญญาจะหมดลงในช่วงซัมเมอร์ปีหน้า
และแม้ว่าจะยังมีความสุขมากที่มิลาน และยังคงเป็นผู้เล่นของมิลานอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม หากมีข้อเสนออื่นเข้ามา ก็ไม่คิดปิดกั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับ ทีมฟลาเมงโก ด้วยแล้วยิ่งมีโอกาสสูง
ส่วนเรื่องของการติดทีมชาตินั้น ตัวนักเตะยังหวังที่จะได้รับการเรียกตัวเพื่อกลับไปรับใช้บ้านเกิด โดยเฉพาะศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่จัดขึ้นที่บราซิล หลังจากที่ โรบินโญ่ เคยมีปัญหากับ มาโน่ เมเนเชส ผู้จัดการทีมคนเก่า จนไม่ได้มีชื่อเป็นขุนศึกนับตั้งแต่ช่วง ซัมเมอร์ 2011 และนักเตะยังรอ หลุยซ์ เฟลิเป้ สโคลารี่ ผู้จัดการทีมชาติบราซิลคนใหม่เรียกตัวอยู่

โจ โคล ครั้งหนึ่งได้ถูกยกย่อง ว่าเป็นหนุ่มน้อยอัจฉริยะแห่งวงการฟุตบอลอังกฤษตั้งแต่เริ่มเล่นให้แก่สโมสรแรกของเขา ขุนค้อน เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในวัยแค่ 17 ปีเท่านั้น เพียงฤดูกาลแรกหนุ่มน้อยหน้ามน ผู้นี้ก็ฉายแววอัจฉริยะออกมา ด้วยความคล่องตัวและการครองบอลเป็นที่น่าทึ่งของเขา เหมาะกับตำแหน่งกองกลางตัวรุก ทำให้สื่ออังกฤษ ยกย่องว่า เขาคือ พอล แกสซ์คอยน์ คนต่อไปเลยทีเดียว sbobet เมื่อทำผลงานดีบวกกับอายุยังน้อย ไม่แปลกที่ โจ โคล จะเนื้อหอมเป็นธรรมดา และก็เป็น สิงโตน้ำเงินคราม เชลซีที่ซื้อเขาไปด้วค่าตัวอันแสนถูก ด้วยราคาเพียง 6.6 ล้านปอนด์ ในปี 2003 เพราะปีนั้น โจ โคล ปฏิเสธที่จะต่อสัญญา กับ เวสต์แฮมเพราะต้องการไปอยู่ทีมที่ใหญ่กว่า ซึ่งถือว่าถูกมากๆเมื่อเทียบกับฝีเท้าของ โจ โคล และในปีแรกโจ โคล ยังแสดงฝีเท้าได้ไม่ไหร่ แต่ในปีถัดมา 2004 พนันฟุตบอล ขณะนั้น เชลซี ได้ โจเซ่ มูริญโญ่ เข้ามาคุมทีม มูริญโญ่ จับ โจโคลไปเล่น ทางริมเส้น ด้าน ขวา ด้วยระบบ 4-3-3 และสูตรนั้นก็พา เชลซีผงาด แชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกได้สำเร็จ ซึ่งโจ โคล มีส่วนอย่างมากกับทีม ตลอดระยะเวลาที่อยู่กับเชลซีมา7ปี โจ โคล คว้าแชมป์กับที่นี่ได้มากมาย แต่สุดท้ายเขาก็ต้องย้าย หลังจากสโมสรไม่ต่อสัญญา และก็เป็น ลิเวอร์พูลที่เอาเขาไปร่วมทีมในปี 2010 ที่นั่นถือว่าเป็นฝันร้ายของ โจ โคลเลยก็ว่าได้ เพราะตลอดระยะเวลาที่อยู่ในถิ่น แอนฟิลด์2ปีเขาได้ลงให้หงส์แดงแค่20นัดแล้วก็ส่งให้ลีลล์ทีมในฝรั่งเศสยืม จนมาถึงเดือน มกราคม 2013 โจ โคลได้หมดสัญญากับลิเวอร์พูล และก็เป็นเวสต์แฮมที่คว้าเขาไปร่วมทีมเป็นคำรบสอง และตอนนี้เขากำลังทำผลงานให้ขุนค้อนได้ดีซะด้วย ที่ไหนก็ไม่สุขใจเท่าบ้านเรา
เบน เดวิส กองหลังดาวรุ่งของสวอนซีเพิ่งประสบความสำเร็จคว้าแชมป์แคปปิตอลวันคัพกับทีมของหงส์ขาวมาครองได้สดๆร้อนๆ
แบ็กซ้ายไว้เพียงแค่ 19 ปีแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวกับทีมหงส์ขาวเจ้าของตำแหน่งแชมป์เคปิตอล วัน คัพ ประจำฤดูกาลนี้ หลังจากที่เพิ่งขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ของสโมสรเป็นปีแรก
เดวิสเป็นเด็กปั้นของสวอนซีเอง ซึ่งเจ้าตัวเข้ามาอยู่ในสโมสรตั้งแต่อายุได้เพียงแค่ 8 ขวบ ก่อนได้รับโอกาสให้ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของสโมสรในฤดูกาลนี้และสามารถแจ้งเกิดได้อย่างรวดเร็ว

เดวิสได้พูดถึงเส้นทางสู่ความสำเร็จของเขาให้ฟังว่า “ผมอยากเป็นนักเตะอาชีพมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว การที่คุณสามารถเข้าไปอยู่ในศูนย์ฝึกของสโมสรตั้งแต่อายุได้เพียง 8 ขวบ ก็ถือเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่แล้ว”
“ตอนนั้นผมเล่นให้กับทีมท้องถิ่นในลีกวันเสาร์ และผมก็มาเล่นให้กับสวอนซีในวันอาทิตย์ ซึ่งในเวลานั้นผมมีความสุขมากกับการเล่นฟุตบอล”
ดาวรุ่งรายนี้ตัดสินใจออกจากโรงเรียนเมื่ออายุ 16 ปี หลังจากสวอนซียื่นสัญญา 2 ปีให้ ซึ่งตอนนั้นทีมหงส์ขาวยังอยู่ในลีกแชมเปียนชิพ
“จริงอยู่ที่ว่าตอนนั้นการได้สัญญาจากทีมอาชีพเป็นเวลา 2 ปี จะไม่สามารถการันตีอนาคตได้เต็ม 100 แต่ว่าตอนนั้นผมก็พร้อมที่จะทุ่มเทให้กับฟุตบอลอย่างเต็มที่แล้ว และผมก็อยากลงซ้อมให้กับทีมอย่างเต็มรูปแบบด้วย”
“การได้ลงฝึกซ้อมอย่างเต็มรูปแบบแตกต่างจากการฝึกซ้อมสัปดาห์ละครั้งสองครั้งอย่างเห็นได้ชัด ทุกๆวันผมจะต้องอยู่ในสนามซ้อม เริ่มจากการขัดรองเท้าให้รุ่นพี่ในตอนเช้า และทำงานอื่นๆในสนาม ตามด้วยการลงฝึกซ้อม จากนั้นจะกลับไปที่สนามแข่งขันเพื่อทำงานอื่นต่อ”
“ผมคิดว่าตัวเองตัดสินใจถูกแล้วที่เลือกมาเส้นทางนี้ เพราะทำให้ผมได้ทำในสิ่งที่ตนเองรัก ผมนึกไม่ออกเลยว่าตัวเองจะไปทำอาชีพอะไรได้นอกเหนือไปจากการเป็นนักเตะอาชีพ”
สื่อต่างประเทศรายงานความเคลื่อนไหว ของ “ ม้าลาย” ยูเวนตุส กันโครมคราม เลยขอใช้โอกาสนี้ มาเล่าสู่กันฟังบ้าง โดยเน้นไปที่ แผนการคว้าตัวนักเตะมาเสริมทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ใกล้จะมาถึงนี้

โดยนักเตะรายแรกๆที่ถูก หมายตาไว้ตั้งแต่ ซัมเมอร์ที่แล้ว นั่นก็คือ หลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าทีมชาติ อุรุกวัยของสโมสรดัง “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล โดยหวังเป็นอยางยิ่งว่า จะมาช่วยทำผลงาน ประสานกับ เฟร์นานโด ยอเรนเต้ ที่เตรียมจะย้ายมาฟรี จาก แอธเลติก บิลเบา ซึ่งอนาคตการค้าแข้งของ ซัวเรซ นั้นยังคงไม่ชัดเจน แม้เจ้าตัวจะออกมาประกาศ ว่ารักแฟนบอล และสโมสรอยู่บ่อยครั้ง แต่ที่เราๆรู้กันอยู่ว่า อันดับของสโมสร ลิเวอร์พูลต่างหาก จะเป็นตัวชี้วัด ว่านักเตะคนดังยังอยากจะอยู่ร่วมทีมอีกไหม หากว่า ลิเวอร์พูล จบในอันดับที่ 4 และสามารถไป ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ ก็เท่ากับว่า สามารถยื้อตัว ซัวเรซไว้ได้
และพร้อมกันนี้ ยูเวนตุส ยังพร้อมเดินหน้า ล่าตัว อเล็กซิส ซานเชซ ศูนย์หน้าทีมชาติ ชิลี ของ” เจ้าบุญทุ่ม” บาร์เซโลน่า มาร่วมผนึกขุมกำลังเพิ่ม โดยแหล่งข่าวเสริมว่า ได้มีการเจรจาบ้างแล้วด้วย ทั้งนี้อาจจะมีความหวังอยู่บ้าง เนื่องจากตั้งแต่ ซานเชซ ย้ายเข้ารัง “เจ้าบุญทุ่ม” ก็ยังไม่อาจเรียกว่า ทำผลงานได้ตามที่หวัง ทำให้ยูเวนตุสมีหวังมีโอกาสคว้าตัว ดาวดังรายนี้เป็นเสริมทีมก็เป็นได้
ถ้าพูดถึงสถานการณ์ของ ผู้จัดการทีม “ เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในขณะนี้ ทุกคนคงรู้ดีว่า ไอ้การปลดผู้จัดการทีมในวงการฟุตบอลนั้น มันเป็นเรื่องปกติ เห็นกันได้อยู่บ่อยครั้ง ไม่ได้เป็นเรื่องช็อคโลกอะไรเสียหน่อย แต่สำหรับ ทีมบิ๊กๆ ใหญ่ๆ ที่มีเจ้าของสโมสรเป็นอภิมหาเศรษฐีนั้น ก็เป็นเรื่องที่ควรคู่กับการเม้าท์แตกของเหล่าแฟนบอลมาก
โดยเฉพาะการหาตัวตายตัวแทน ใครจะมาเสียแทน หรือการปลดการอากาศแล้วล่ะก็ ยิ่งเม้าท์กันมันส์ไปเลยครับ

กลับมาในส่วนที่จะพูดถึงวันนี้ คือ ผู้จัดการทีม แมน ซิตี้ โรแบร์โต้ มันชินี่ ที่ตอนนี้ สถานการณ์ปัจจุบันไม่สู้ดีนัก ตามห่างทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมจ่าฝูง มากถึง 12 คะแนน และมีแนวโน้มว่าอาจจะรักษาแชมป์ พรีเมียร์ ลีกไว้ไม่ได้ และในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็ตกรอบกระเด็นเป็นที่เรียบร้อย
ซึ่งในการสัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ มันชินี่ไม่แสดงออกถึงอาการหวั่นวิตก ซ้ำยังกล่าวอีกว่า หากตัวเองโดนปลดในตำแหน่งกุนซือทีม กุนซือทุกคนก็คงโดนไล่ออกเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ ยังกล่าวอีกว่า ตนเองเชื่อมั่นว่ายังมีโอกาสลุ้นแชมป์ได้อีก แม้ว่าทุกๆคนจะคิดว่าหมดโอกาสแล้ว แต่ในวงการฟุตบอล อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ เพียงแค่เกม 3-4 เกม ก็สามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ เพียงแค่พวกเราต้องเชื่อมั่นในตนเอง
ยังเหลืออีก ตั้ง 12 เกมการแข่งขัน ไม่ควรที่จะไปสนตารางคะแนนอะไร เพียงเล่นให้ดีที่สุดเท่านั้น
ปีกจรวดความเร็วสูง ของ” ไก่เดือยทอง” ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส แกเร็ธ เบล ออกมาเปิดเผยว่า ไอดอลของตนเองคือ CR 7 คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และมีความต้องการที่เจริญรอยตาม แบบอย่างไอดอลของตน และจะต้องกลายเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกแบบ เขาให้ได้

ซึ่งเบลเองได้กล่าวผ่านสื่อชื่อดังของเกาะอังกฤษว่า ยังไงก็ต้องตั้งเป้าหมายให้สูงเข้าไว้ และดูแบบอย่าง โรนัลโด้เป็นแนวทาง เพราะเขาเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลก และเบลก็ชื่นชม ทุกๆอย่าง แทบจะทุกสิ่งที่ไอดอลของเขาทำ ไม่ว่างจะเป็นการเตะฟรีคิก การถล่มประตูคู่แข่ง และเบลเองก็ยกย่อง โรนัลโด้ ว่าไอดอลของเขาอยู่อีกระดับหนึ่งและ ทำในสิ่งที่ถูกต้องอยู่เสมอ
และปีกลมกรดก็หวัง และพยายามอย่างมากที่จะไปให้ถึงจุดนั้น นอกจากนี้เบล ยังกล่าวต่ออีกว่า นักค้าแข้งหลายๆคน ก็มี คริสเตียโน่ โรนัลโด้เป็นนักเตะในดวงใจ
พร้อมทั้งยังกล่าวถึงประเด็น ที่ถกเถียงกันมานาน ว่าระหว่าง ลีโอเนล เมสซี่ กับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ใครเก่งกว่ากัน ว่า หาก เมสซี่เป็นนักเตะที่มาจากดาวอื่นแล้ว โรนัลโด้ ก็ต้องมาจากดาวอีกดวงเช่นเดียวกัน
ปีนี้แฟนชาวไทยคงได้รู้จักยอดทีมยักใหญ่แห่งวงการฟุตบอลสเปน อย่างแอตเลติโก มาดริด หลังจากเจ้า”มุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา นักเตะกองหน้าทีมชาติไทย วัย 24 ปี ที่แสดงฝีเท้าทำผลงานได้ดีจนเป็นที่หมายปองของตราหมีและเรียกตัวเพื่อทดสอบไปแล้ว สื่อแขนงต่างๆกำลังจับตามองและหวังว่าเจ้า ”มุ้ย”จะสามารถแสดงฝีเท้าได้ดีและเซ็นสัญญาไปเล่นคู่กับกองหน้าระดับโลกอย่างฟัลเกาได้

นักเตะหมายเลขเก้า ที่ดีที่สุดในทีมที่เคยมีมา ไม่ใช่พูดลอยๆหรือคำเยินยอของแฟนบอลตราหมีที่หยิบยื่นให้กับเขา ราดาเมล ฟัลเกาเท่านั้น แต่ชายที่พัฒนาฝีเท้าและแสดงถึงการทำประตูที่จัดจ้านได้ทำให้เห็นประจักรต่อคนทั้งโลกมาแล้ว โดยผลงานที่คอยตอกย้ำความดุร้ายของกองหน้าตัวรุกล้ำทำลายประตูตลอดสามฤดูกาลที่ผ่านมาการันตีให้เห็นว่า 34 -38 – 36 ประตูนั้นไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แฟนบอลตราหมีต่างขนานนามและฉายาให้เขาว่า “เอล ติเกร” หรือเจ้าเสือร้าย ซึ่งก็อาจเป็นเช่นนั้นเพียงแต่เขาเป็นนักฟุตบอลที่สนุกสนานอยู่ตลอดเวลา เข้ากับทุกคนได้ง่าย ชอบหยอกล้อเพื่อนเหมือนนักฟุตบอลทั่วไปแต่สิ่งที่ต่างออกไปคือความมุ่งมั่นที่ออกมาจากจิตใจของเขาที่ต้องการพัฒนาฝีเท้าตนเองให้เป็นนักเตะที่มีจุดอ่อนน้อยที่สุด เห็นได้จากคำพูดของเพื่อนในทีมคนหนึ่งได้เผยว่า แม้เขาจะเป็นคนสนุกสนานเพียงใดแต่เมื่อถึงเวลาซ้อมหรือแข่งขันเขาจะสุขุมเยือกเย็น และตั้งใจกว่าทุกๆวัน เขาจะนั่งทำสมาธิก่อนออกมาซ้อมหรือแข่งขัน โดยการก้าวเท้าออกจากห้องแต่งตัวเป็นคนสุดท้ายนั้นเพื่อนเขามั่นใจว่า นั้นไม่ใช่เพื่อนเขา แต่นั้นคือวิญญาณเสือร้าย ที่คอบคุมจิตใจชายที่ชื่อราดาเมล ฟัลเกาให้ขย้ำ ทะลวง บุกทำประตู เป็นอาหารในมื้อนี้เหมือนอย่างเคย
นั่งอ่านข่าวกีฬาเพลินๆ มาสะดุดกับ คำกล่าวของ มาร์ติน โอนีล กุนซือของทีม “แมวดำ” ซันเดอร์แลนด์ ที่กล่าวยกย่อง อาร์ วี พี ศูนย์หน้าตัวใหม่ของทีมยักษ์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปรียบดังกับ ลีโอเนล เมสซี่ ของทีม “เจ้าบุญทุ่ม” บาร์เซโลน่า ทีมดังแห่ง ลาลีกา สเปน

ด้วยความเป็นธรรมนะครับ ผมไม่ชอบใจเลย กับการเปรียบเทียบ ว่าใครอะไร ใครเก่งกว่ากัน เท่าไหร่ ผมยอมรับในฝีเท้าข้างซ้ายและสัญชาติดาวยิงของ อาร์ วี พี ครับ แต่ถ้าจะให้ถึงขนาด เมสซี่นี่ผมว่ามันก็อาจจะเกินไป เข้าใจว่า อาร์ วี พี เป็นกองหน้า อันตราย ยิงได้ทุกสถานการณ์และเป็นกำลังหลักของทีมเก่า ช่วยทีมเก่าที่กำลังร่อแร่ กลับมาอยู่ในสถานการณ์ที่ดีขึ้น
แต่เมื่อมองดูโดยรวม ทุกองค์ประกอบแล้ว ผมว่ายังครับ คุณ มาร์ติน โอนีล คุณก็ลองดูรายชื่อผู้เล่นทีม แมนยูสิครับมีใครบ้าง เปิดลูกมาที ก็เข้าเป้าทั้งนั้น ผมว่าต่อให้ศูนย์หน้าเกรดอะไรมาอยู่ทีมท่านเซอร์ก็ กลายเป็นดาว ซัลโวได้ทั้งนั้น ดังนั้นคำกล่าวของคุณผมขอค้านเลยครับ
หากย้อนกลับไปถึงศึก ยูโรที่ผ่านมาคงจำได้ว่า ทีมฮอลแลนด์เป็นอย่างไร ตกรอบแบบม้วนเสื่อไปเลยครับ ทั้งๆที่เป็นถึงรองแชมป์ฟุตบอลโลก แต่ศึกยูโรก็เป๋ไปดื้อๆ และ อาร์ วี พี เองก็ยิงนก ยิงไม้ จุดพลุ เรื่อยเปื่อย ไม่ค่อยได้ช่วยทีมเท่าไหร่
ในส่วนตัว ผมก็ชื่นชอบคุณโอนีล อยู่ไม่น้อย และไม่ใช่ว่าจะลบหลู่อะไรนะครับ แต่เรื่องนี้ผมไม่เห็นด้วยกับคุณเลยครับ
เป็นข่าวดีของทีมปืนใหญ่ เมื่อกองกลางดาวรุ่งของ “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล แจ๊ค วิลเชียร์ ออกมาเปิดเผยแล้วว่า มีความเป็นไปได้ที่จะต่อสัญญากับต้นสังกัดออกไปใหม่ และจะยอมอยู่กับทีมไม่คิดย้ายไปไหน แม้จะรู้ดีว่าช่วงนี้ ทีมกำลังอยู่ในช่วงที่ยากลำบากมาก สถานการณ์ในทีมและอันดับไม่ดีเอาเสียเลย
เรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆเกี่ยวกับนักเตะที่ย้ายทีม เราๆท่านๆ คงจะเห็นกันมาเป็น ร้อยๆ พันๆครั้ง ย้ายไปใหม่ก็อวยทีมนั้นสุดหวาน พอไม่ค่อยได้ลงหรือมีปัญหากับทีมก็พูดอย่างนั้นอย่างนี้ นักเตะบางคนพออยู่กับทีมนึงก็ออกว่ากล่าวโจมตีทีมคู่แข่งเสียแสบทรวง พอผ่านไปไม่เท่าไหร่ ก็ย้ายไปอยู่ทีมนั้นหน้าตาเฉย มันก็เป็นกฏธรรมชาติของวงการฟุตบอลอยู่แล้วล่ะครับ
โดยส่วนตัวผมชื่นชอบ สไตล์ การเล่นของมิดฟิลดิ์ดีกรีทีมชาติอังกฤษคนนี้มากครับ เลือดร้อน ทะเยอทะยาน กระหายชัยชนะ และเป็นกองกลางที่บุก ทะลุทะลวงได้ดี แม้ว่าความสูงจะมีไม่มากเท่าไหร่ แต่เกมบุกนี่ ลีลาเหลือร้ายจริงๆ แต่ที่บาดเจ็บ ขาแข้งหักหยุดเล่นไปร่วมปี มันจะทำให้ฟอร์มที่สะเด็ดสะเด่าเหมือน 2 ปีก่อนโน้นกลับคืนมาได้หรือไม่ ส่วนฤดูกาลนี้เพิ่งกลับมาใหม่ เล่นไปไม่ถึง 10 เกม จะพอช่วยให้ฟอร์มของทีม “ ปืนใหญ่” กลับมา
ส่วนสถานการณ์อื่นๆของทีม แว่วมาอีกว่า อาร์แซน เวนเกอร์อาจจะยื่นข้อเสนอ เพื่อดึงตัว สเตฟาน เอล ชาราวี่ กองหน้าดาวรุ่งของทีม เอซีมิลาน ซึ่งศูนย์หน้ารายนี้โชว์ฟอร์มอย่างสวยหรู จนประทับใจนายใหญ่ชาวฝรั่งเศส โดยกุนซือรายนี้ชื่นชอบการเล่นรูปแบบการเคลื่อนที่ของหัวหอกรายนี้มาก โดยเน้นว่า รูปแบบการเล่นของเขาเข้ากับทีม “ปืนใหญ่”ได้เป็นอย่างดี
เพลียไปตามๆกันสำหรับสาวกปืนที่ไม่ปลื้มสุดๆกับเวนเกอร์ ซึ่งทำผลงานไม่เป็นที่น่าพอใจซักเท่าไรโดยล่าสุดพ่ายต่อหงส์ขาวในพรีเมียร์ลีกไป 0-2 แต่ถึงอย่างไรเจ้าตัวก็ยังคงยืนยันและยืนหยัดใจุดยืนของตัวเองต่อไปโดยไม่ว่ายังไงก็จะไม่ยอมลงทุนซื้อดาวเตะชื่อดังคนใดเข้าทีม ยังคงเดินหน้าที่จะปั้นเด็กใหม่ต่อไป
ในเกมล่าสุดที่ปืนแพ้ไปทำให้แฟนปืนถึงกันทนไม่ไหว ทั้งโห่ ทั้งไล่เวนเกอร์จนเจ้าตัวถึงกับเอ่ยปากให้ลองมาคุมทีมเองแล้วจะรู้ เค้ากล่าวว่าเค้าได้ทำเต็มที่และยังคงเชื่อมั่นในทีมของเขาชุดนี้ ถึงแม้ตนเองจะต้องกลายเป็นนักโทษที่ถูกจับตามองก็ตาม แต่เขาก็ยังยืนยันที่จะทำตามที่เคยบอกไว้และจะทำให้ดีที่สุดด้วยถึงแม้แฟนบอลจะไม่ปลื้มและ อยากให้เขาลาออกเท่าไรก็ตาม เมื่อฤดูกาลจบ พวกคุณยังคงสามารถประเมินผมได้เสมอตามที่คุณต้องการ
สำหรับผู้เขียนแล้ว ไม่แปลกใจเท่าไรที่แฟนบอลปืนจะไม่พอใจเวนเกอร์ เนื่องจากไม่มีวี่แววว่าจะทำอะไรๆให้ดีขึ้น และยังทำให้ปืนแพ้อยู่เรื่อยมา แต่เจ้าตัวยังคงมั่นใจในความสามารถของตัวเองแบบสุดๆและขอให้แฟนๆปืนให้กำลังใจและเชียร์ทีมที่ตัวเองรักต่อไป

